ประวัติ ความเป็นมา จังหวัดระยอง
ชนเผ่าชองเป็นชาวพื้นเมืองดั้งเดิมเผ่าหนึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณชายทะเลภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย ในเขตจังหวัดระยองและจันทบุรี มีความชำนาญในป่าเขาลำเนาไพร มีภาษาพูดของตนเอง นิยมใช้ลูกปัดสีต่าง ๆ และทองเหลืองเป็นเครื่องประดับ จัดอยู่ในสายตระกูลมอญ - เขมร เชื่อว่าอยู่ในถิ่นนี้มาก่อนสมัยสุโขทัย มีอิทธิพลของภาษาสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่ไม่มีภาษาเขียน ประเพณีบางอย่างของชาวชอง ได้มีการปฎิบัติสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ โดยไม่ถูกกลืนหรือเลือนหายไปเช่น ประเพณีการแต่งงานลูกสาวคนโต ประเพณีการเล่นผีหิ้ง และประเพณีการเล่นผีโรง เป็นต้น ปัจจุบันแทบไม่มีชนเผ่าชองเหลืออยู่ในเขตจังหวัดระยองแล้ว คงมีเหลืออยู่ในป่าเขาในเขตจังหวัดจันทบุรี เพราะชนเผ่านี้ไม่ชอบอยู่ในย่านชุมชน การสูญพันธุ์ของพวกชองน่าจะเกิดจากถูกคนไทยเรากลืนชาติ เช่นเดียวกับชนเผ่าโบราณอีกหลายเผ่าที่เคยอาศัยอยู่ในถิ่นนี้มาก่อน
![]() |
| ชนเผ่าชอง |
ที่มาของคำว่าระยอง
คำว่า ระยอง ไม่มีคำอธิบายอยู่ในพจนานุกรม ไม่มีคำแปลอยู่ในภาษาไทย สันนิษฐานว่าเป็นภาษาของชอง คือ คำว่า ราย็อง ในภาษาชองแปลว่า เขตแดน หมายถึง ดินแดนหรือเขตแดนที่พวกชองตั้งรกรากอยู่ ต่อมาได้เพี้ยนมาเป็นระยอง ดังที่เป็นอยู่ปัจจุบัน นอกจากนั้นคำว่า ราย็อง ในภาษาชองยังแปลว่าไม้ประดู่ หรือต้นประดู่ เนื่องจาบริเวณที่ตั้งเมืองระยอง แต่เดิมเต็มไปด้วยต้นประดู่ มีวัดเก่าแก่คู่กับเมืองระยองมีชื่อว่า วัดป่าประดู่
การสร้างเมือง
จากสภาพแวดล้อมและหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดี ทำให้เชื่อได้ว่าเมืองระยอง น่าจะได้ตั้งขึ้นมาแล้วในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ อันเป็นสมัยที่ขอมกำลังเรืองอำนาจในดินแดนสุวรรณภูมิ ที่นักโบราณคดีเรียกว่า สมัยลพบุรี (พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๙) ครั้งนั้นขอมมีเมืองนครธมเป็นราชธานี ได้แผ่อำนาจเข้ามาครอบครองถึงอาณาจักรทวารวดี ซึ่งเป็นดินแดนส่วนใหญ่ในภาคกลางของไทยในปัจจุบันแทนที่พวกมอญ โดยขอมได้ตั้งอุปราชเข้ามาปกครอง ดูแลดินแดนแถบนี้อยู่ที่เมืองลพบุรี ส่วนดินแดนภาคอื่น ๆ ได้แก่ ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของไทย ในปัจจุบัน ขอม ได้เข้ามาปกครองโดยตรง เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอมได้สร้างเมืองนครพนม เป็นเมืองหน้าด่านแรก มีเมืองพิมายเป็นเมืองอุปราช ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ขอมได้สร้างเมืองจันทบูร (จันาบุรี) เป็นเมืองหน้าด่าน ด้วยเหตุนี้จึงปรากฎโบราณสถานและโบราณวัตถุ ที่สร้างขึ้นในสมัยลพบุรีกระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่บริเวณนี้กว่า ๑๐ จังหวัด ในอาณาจักรไทยปัจจุบัน เมืองระยองซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชิดมีเขตแดนติดต่อกับจันทบูร จึงเชื่อว่าระยองจะต้องเป็นเมืองหนึ่ง ซึ่งขอมได้สร้างขึ้นแต่ครั้งนั้น คูเมืองแนวคันดินที่น่าจะเป็นเชิงเทิน หรือกำแพงเมืองที่ปรากฎอยู่ซากศิลาแลง ซากโบราณวัตถุที่เป็นหินสลักรูปต่าง ๆ ที่พบที่บ้านดอน อำเภอเมือง ฯ และที่บ้านคลองยายล้ำ ตำบลบ้านค่าย พอเป็นหลักฐานถึงความเป็นเมืองเก่าสมัยลพบุรีของเมืองระยองหลักฐานทางประวัติศาสตร์
ระยองเริ่มมีชื่อปรากฎในอัยการตำแหน่งนายทหารหัวเมือง เมื่อปี พ.ศ.๑๙๙๘ ในรัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ระบุเมืองระยองเป็นหัวเมืองชั้นตรี มีเจ้าเมืองตำแหน่งออกพระราชภักดีสงคราม ส่วนการปรากฎชื่อเมืองระยองในพงศาวดาร เริ่มในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา มีความตอนหนึ่งว่า "พระยาละแวก แต่งพลมาลาดตระเวณทั้งทางบกและทางเรือหลายครั้ง และเสียชาวจันทบูร ชาวระยอง ชาวฉะเชิงเทรา ชาวนาเริ่งไปแก่ข้าศึกละแวกเป็นอันมาก"การตั้งเมือง
ที่ตั้งของเมืองระยองในปัจจุบัน อยู่ในเขตตำบลท่าประดู่ อำเภอเมือง ฯ ส่วนเมืองเก่ามีหลักฐานร่องรอยอยู่สองแห่งคือ ในเขตตำบลบ้านเก่า อำเภอบ้านค่ายแห่งหนึ่ง และที่บ้านในซึ่งติดต่อกับบริเวณสะหมู่ของบ้านดอน ตำบลหนองบัว (ปัจจุบันเป็นตำบลเชิงเทิน) อำเภอเมือง ฯ อีกแห่งหนึ่ง ที่ตำบลบ้านเก่า อำเภอบ้านค่าย ซึ่งอยู่ห่างจากตำบลเชิงเทิน อำเภอเมือง ฯ ประมาณ ๓ กิโลเมตร ดูจะมีน้ำหนักและเป็นที่แพร่หลายมากกว่าลำดับการพัฒนาการทางประวัติศาตร์
การพัฒนาการของเมืองระยองหลังจากที่เมืองระยองได้ย้ายจากตำบลบ้านเก่ามาตั้งอยู่ที่ตำบลท่าประดู่แล้ว ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับคือ เมืองระยองในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีฐานะเป็นหัวเมืองชั้นจัตวา เป็นหัวเมืองชั้นนอก ขึ้นสังกัดกับกรมท่า หัวเมืองชั้นนอกที่ขึ้นสังกัดกรมท่าในครั้งนั้นมีสามเมืองคือ เมืองระยอง เมืองจันทบูร และเมืองตราด
ปี พ.ศ.๒๔๔๙ เมืองระยองขึ้นกับมณฑลจันทบุรี โดยมีเมืองตราด และเมืองประจันตคีรีเขต (เกาะกง) ขึ้นอยู่กับมณฑลจันทบูรด้วย ปี พ.ศ.๒๔๕๑ โอนอำเภอเมืองแกลงมาขึ้นกับเมืองระยอง จากเดิมนั้นขึ้นอยู่กับเมืองจันทบุรี เมืองแกลงนี้เดิมเป็นเมืองจัตวาคู่กับเมืองขลุง เมืองแกลงถูกยุบเป็นอำเภอแกลงในปีเดียวกันนี้ มีหลวงแกลงแกล้วกล้า (ศรี บุญศิริ) เป็นนายอำเภอคนแรก
ปี พ.ศ.๒๔๕๔ เมืองระยองได้แบ่งเขตการปกครองออกเป็นสามอำเภอคือ อำเภอเมือง ฯ อำเภอแกลง และอำเภอบ้านค่าย
ปี พ.ศ.๒๔๕๙ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เปลี่ยนชื่อเมืองระยองมาเป็นจังหวัดระยอง และยังขึ้นต่อมณฑลจันทบุรี
ปี พ.ศ.๒๔๗๔ ยุบมณฑลจันทบุรี จังหวัดระยองย้ายไปขึ้นกับมณฑลปราจีนบุรี
ปี พ.ศ.๒๔๗๖ ยกเลิกระบบเทศาภิบาล มณฑลต่าง ๆ ถูกยุบ และให้ถือจังหวัดเป็นเขตการปกครองใหญ่ในส่วนภูมิภาค จังหวัดระยองจึงขึ้นต่อกระทรวงมหาดไทย
ปี พ.ศ.๒๔๘๔ มีการจัดตั้งภาคขึ้นมาควบคุมดูแลทำนองเดียวกับมณฑล จังหวัดระยองขึ้นอยู่กับภาค ๒ ในจำนวน ๕ ภาค ที่ทำาการภาคตั้งอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาได้ย้ายมาอยู่กับภาค ๑ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๖ มีที่ทำการภาคอยู่ที่กรุงเทพ ฯ ผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลภาคเรียกว่า ข้าหลวงตรวจการภาค
ปี พ.ศ.๒๔๙๕ กำหนดให้มี ๙ ภาค มีผู้ว่าราชการภาค ปกครองบังคับบัญชา จังหวัดระยองขึ้นอยู่กับภาค ๒ มีที่ทำการภาคอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา
ปี พ.ศ.๒๕๐๐ ยกเลิกการปกครองระบบแบ่งเขตการปกครองเป็นภาค คงให้จังหวัดเป็นหน่วยราชการส่วนภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุด ปี พ.ศ.๒๕๑๓ จังหวัดระยองแบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๓ อำเภอ ๑ กิ่งอำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ฯ อำเภอแกลง อำเภอบ้านค่าย และกิ่งอำเภอปลวกแดง (เป็นอำเภอปลวกแดงในปี พ.ศ.๒๕๒๒)
ปี พ.ศ.๒๕๑๖ จังหวัดระยองมี ๓ อำเภอกับ ๒ กิ่งอำเภอคือ เพิ่มกิ่งอำเภอบ้านฉาง (เป็นอำเภอ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘)
ปี พ.ศ.๒๕๒๐ จังหวัดระยองมี ๓ อำเภอกับ ๓ กิ่งอำเภอคือ เพิ่มกิ่งอำเภอวังจันทร (เป็นอำเภอ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๔)
ปี พ.ศ.๒๕๒๒ จังหวัดระยองมี ๔ อำเภอกับ ๒ กิ่งอำเภอ โดยกิ่งอำเภอปลวกแดงถูกยกฐานะเป็นอำเภอ
ปี พ.ศ.๒๕๒๘ จังหวัดระยองมี ๕ อำเภอกับ ๑ กิ่งอำเภอ โดยกิ่งอำเภอบ้านฉางถูกยกฐานะเป็นอำเภ อ
ปี พ.ศ.๒๕๓๔ จังหวัดระยองมี ๖ อำเภอ โดยกิ่งอำเภอวังจันทร ถูกยกฐานะเป็นอำเภอ
ปี พ.ศ.๒๕๓๖ จังหวัดระยองมี ๖ อำเภอ กับ ๑ กิ่งอำเภอคือ กิ่งอำเภอเขาชะเมา
ปี พ.ศ.๒๕๓๙ จังหวัดระยองมี ๖ อำเภอกับ ๒ กิ่งอำเภอ คือเพิ่มกิ่งอำเภอนิคมพัฒนา
ปี พ.ศ.๒๕๔๑ จังหวัดระยองยังคงมีเขตการปกครองเป็น ๖ อำเภอกับ ๒ กิ่งอำเภอ แยกเป็นองค์การบริการส่วนตำบล ๕๔ ตำบล เทศบาล ๓ แห่ง สุขาภิบาล ๑๓ แห่ง หมู่บ้าน ๔๑๒ หมู่บ้าน
