ประวัติ โรงเรียน เทคนิคระยอง


   

ประวัติวิทยาลัยเทคนิคระยอง จังหวัดระยอง
                       สถานที่ตั้ง วิทยาลัยเทคนิคระยอง ตั้งอยู่ เลขที่ 086/13 ถนนตากสินมหาราช ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมือง   
จังหวัดระยอง 21000 โทรศัพท์ 038-611-160 038-611192 
โทรสาร 038-870717 มีพื้นที่ 76 ไร่ 2 งาน 17 ตารางวา
ความเป็นมา เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2481 กรมอาชีวศึกษาร่วมกับ
จังหวัดระยองได้จัดตั้ง โรงเรียนช่างไม้ระยองขึ้น โดยอาศัยศาลาการเปรียญของวัดเก๋ง ซึ่งเป็นวัดร้าง (ปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งของโรงพยาบาลระยอง) เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว ต่อมาได้รับบริจาคที่ดินจำนวน 5 ไร่ จากนายเหลียง เปี่ยมพงษ์สานต์ และจัดตั้งเป็นสถานศึกษาอันเป็นตำบลที่ตั้งของวิทยาลัยเทคนิคระยองในปัจจุบัน
ความเป็นมา ในปี พ.ศ. 2501 ได้ซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นอีก 5 ไร่ ได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนการช่างไม้ระยอง เมื่อ พ.ศ. 2509
กระทรวงศึกษาธิการประกาศรวม 
โรงเรียนการช่างไม้ระยอง และ โรงเรียนการช่างสตรีระยองเป็นโรงเรียนเดียวกัน ใช้ชื่อว่า โรงเรียนการช่างระยอง และได้

รับอนุมัติให้ชื่อเป็น โรงเรียนเทคนิคระยอง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 

2520 ต่อมาได้รับการยกฐานะจากโรงเรียนเป็นวิทยาลัยโดยชื่อเป็น 
วิทยาลัยเทคนิคระยอง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2523 จนถึงปัจจุบัน









ประวัติวัดโขดทิมธาราม


                                                             วัดโขดทิมธาราม
ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าประดู่ สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ. ๒๐๐๗ ผู้สร้างชื่อทิม เป็นเจ้าเมืองระยองในสมัยนั้น สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภายในอุโบสถมีภาพจิตกรรมฝาผนัง และหลวงพ่อขาวที่เป็นที่เคารพสักการะบูชาของชาวระยอง และมีการจัดงานบูชานมัสการประจำปี ในวันที่ ๑๓-๑๕ เมษายนของทุกปี
วัดโขด (วัดทิมธาราม)มีชื่อเรียกด้วยกันหลายชื่อ อาทิเช่น วัดโขด (ทิมราชธาราม) หรือ วัดโขด (ทิม ทราราม) กล่าวกันว่าที่ได้ชื่อเช่นนี้ เพราะพระยาระยอง ผู้เป็นเจ้าเมืองนั้นมีนามเดิมหรือนามจริงว่า “ทิม” เป็นผู้สร้างวัดนี้ แต่ชาวบ้านทั่วๆไปเรียกกันสั้นๆว่า “วัดโขด” อันเนื่องมาจากวัดนี้มีที่มาจากที่ตั้งที่อยู่บนโขดทรายติดกับแม่น้ำระยอง ตอนท้ายเมืองหรือแถบชานเมืองในสมัยก่อน อยู่คู่กับเมืองระยองมากกว่า 500 ปีมาแล้ว จากปากคำที่บอกเล่าสืบกันมา แจ้งว่าวัดโขดนี้สร้างมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2007 สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 2031) แต่มีพระภิกษุสูงอายุรูปหนึ่งบอกว่า ทางกรมศิลปากรแจ้งว่าวัดโขดสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2113 รัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาพระบรมราชชนกในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกปีหนึ่ง ซึ่งไม่ทราบว่าอาศัยสิ่งใดเป็นหลักฐานอ้างอิง อย่างไรก็ตาม วัดนี้ก็มีอายุไม่น้อยกว่า ศตวรรษแล้ว โดยทางวัดขาดการดูแลรักษา ถูกทิ้งรกร้างปล่อยให้ปรักหักพัง จนถาวรวัตถุเก่าแก่คู่กับวัดมาแต่เดิมแทบไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่เลย ประกอบกับอุโบสถเก่าทั้งเล็ก คับแคบ และทรุดโทรม จนไม่สามารถทำสังฆกรรมได้ ต้องสร้างใหม่ขึ้นเมื่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2518 (แล้วเสร็จบริบูรณ์ในปี 2528) ศาลาการเปรียญที่ใหญ่โต โอ่อ่า และบรรดากุฏิเสนาสนะทั้งหลายเป็นของสร้างใหม่ทั้งหมด จนเป็นเสมือนวัดใหม่สร้างขึ้นบนพื้นที่ของวัดเก่าจิตรกรรมฝาผนัง พระอุโบสถหลังเก่าวัดโขด

ภายในวัดโขด (ทิมธาราม) นี้ มีจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพเขียนสีโบราณล้ำค่าอยู่ในพระอุโบสถหลังเก่า ที่อยู่ทางทิศตะวันออกมุมใต้สุดของวัด ไกลออกไปจากศาลาและโบสถ์หลังใหม่ ปัจจุบันมิได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมใดๆ ภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถวัดโขดหลังเก่านี้น่าจะเป็นฝีมือของจิตรกรท้องถิ่น เขียนขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายหรือสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นภาพทศชาติชาดกที่ผนังด้านนอกหน้าอุโบสถด้านทิศตะวันออก ตรงหน้าพระประธาน มีภาพปางมารวิชัยเขียนไว้ด้วย แต่เลือนรางมาก ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดโขด (ทิมธาราม) นี้ พระนคร สนฺตินคโร อายุ 78 ปี ผู้ดูแลอุโบสถหลังเก่าแจ้งว่ากรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานที่จะต้องอนุรักษ์ไว้แล้ว



ประวัติ สวนศรีเมือง ระยอง SuanSriMuang




 สวนศรีเมือง : SuanSriMuang  เมืองระยอง, 
   
   อดีตแดนประหารนักโทษของเมืองระยอง ปัจจุบันถูกแปรสภาพเป็นสวนสาธารณะ เป็นที่ออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองระยอง นอกจากนี้ ภายในสวนยังมีหอพระพุทธอังคีรส เป็นที่ประดิษฐานพระอังคีรส ซึ่งจำลองแบบมาจากพระพุทธสิหิงค์ ไว้ให้ผู้ศรัทธามาสักการบูชาอีกด้วย ไม่มีค่าเข้าชม เวลาเปิด เปิดทุกวัน 04.00 - 22.30 น. ที่ตั้ง ด้านหลังศาลากลางจังหวัดระยอง เข้าถึงได้หลายทาง เช่น จาก ถ.สุขุมวิท เลี้ยวเข้า ถ.ภักดีบริรักษ์ สวนฯ จะอยู่สุดถนน หรือเข้าทาง ถ.ตากสินมหาราช ขับไปจนเห็นเทศบาลเมืองระยองทางซ้ายมือ สวนฯ จะอยู่ตรงข้ามเทศบาล

ภายในสวนศรีเมือง ในอดีต

มุมพักผ่อน ของสวนศรีเมือง

สวนเด็กเล่น ของสวนศรีเมือง ถ้าผมจำไม่ผิด 
ข้างๆจะมีสวนสัตว์ สวนศรีเมืองในอดีต

ส่วนสองภาพที่เห็นนี้ เป็นภาพ ณ.ปัจจุบัน
ที่แปรสภาพเป็นสวนสาธารณะ และ ลานออกกำลังกาย 
ในวันพักผ่อน

ประวัติ วัดเก๋ง

วัดเก๋ง หรือ วัดจันทอุดม จังหวัดระยอ

วัดเก๋งหรือวัดจันทอุดมในอดีตเคยเป็นวัดที่สำคัญวัดหนึ่งของจังหวัดระยอง ปัจจุบันร้างไปแล้ว คงเหลือแต่ชื่อและเจดีย์เก่าแก่อีก 1 องค์เท่านั้น ที่ดินเดิมของวัดเก๋งอยู่ในความครอบครองของวัดป่าประดู่ ปัจจุบันอนุญาตให้กระทรวงสาธารณสุขใช้เป็นที่สร้างโรงพยาบาลระยอง ฉะนั้น เจดีย์องค์นี้จึงอยู่ภายในโรงพยาบาลระยอง ทางโรงพยาบาลเป็นผู้ดูแลรักษา อาณาเขตเหลือเพียงเท่าฐานขององค์เจดีย์มีรั้วกันโดยรอบ เจดีย์นี้สร้างในสมัยพระยาศรีสุนทรโภคชัยโชคชิตสงคราม ซึ่งเป็นเจ้าเมืองคนแรกของจังหวัดระยอง และกรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2538 องค์เจดีย์มีลักษณะทรงระฆัง ฐานเชิงบาตรและบัวมาลัยได้สัดส่วน ก้านฉัตรประกอบด้วยเสาลูกมะหวด โดยส่วนต่าง ๆ ของเจดีย์ครบแบบรูปลักษณ์ของเจดีย์มาตรฐานทั่วไป นับจากฐานเขียงขึ้นไปจนถึงยอดเจดีย์ได้สัดส่วนรับกันอย่างเหมาะเจาะ แม้จะเสริมฐานเขียงให้สูงขึ้นไปก็ตาม จึงนับได้ว่าเป็นเจดีย์ที่สวยงามองค์หนึ่ง แม้ปลียอดและหยาดน้ำค้างจะหักหายไปก็ตาม เจดีย์นี้สร้างขึ้นรุ่นเดียวกับเจดีย์กลางน้ำระยอง วัดเก๋งนี้เดิมเคยใช้เป็นวัดที่ประกอบพิธีต่าง ๆ ของทางราชการ เช่น พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการ แม้ว่าในปัจจุบันวัดเก๋งจะเป็นวัดที่เหลือเพียงแต่ชื่อแล้วก็ตาม แต่ เจดีย์วัดเก๋ง ยังคงเป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญคู่บ้านคู่เมืองระยอง ซึ่งชาวระยองให้ความสำคัญกราบไหว้บูชาและอธิษฐานขอพร โดยเฉพาะผู้ที่มารักษาตัวในโรงพยาบาลระยองและญาติพี่น้องต่างก็มากราบไหว้สักการะบูชาด้วยจิตใจที่ศรัทธาอย่างแรงกล้า เจดีย์วัดเก๋ง
///ข้อมูล จากกระทรวงวัฒนธรรม////

ประวัติหอนาฬิกา ระยอง

หอนาฬิกา
 
 หอนาฬิกาของจังหวัดระยอง ในอดีตตั้งอยู่ที่หน้าโรงหนังเทศบันเทิง ติดถนนสุขุมวิท ในปัจจุบันหอนาฬิกาเดิมได้รื้อไปแล้ว หอนาฬิกาเดิมสร้างขึ้นในสมัยผู้ว่า ดำรง สุนทรศารทูล เมื่อ พ.ศ. 2510 ส่วนโรงหนังเทศบันเทิงในปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งเทศบันเทิงพลาซ่า และทางเทศบาลนครระยองได้สร้างหอนาฬิกาขึ้นที่เทศบันเทิงพลาซ่าแทนหอนาฬิกาเดิม เมื่อ พ.ศ.2547
โรงหนังเทศบันเทิง หลังหอนาฬิกา แต่ก่อนโด่งดังมาก

ท่ารถ หน้าหอนาฬิกา ตรงข้าม ธนาคารกรุงเทพ

                                                  ถนน สุขุมวิท หน้าหอนาฬิกา
หอนาฬิกา ปัจจุบัน 

ประวัติเจเดีย์กลางน้ำ ระยอง

ประวัติเจดีย์กลางน้ำ จังหวัดระยอง
    พระเจดีย์กลางน้ำ อยู่ในเขตตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง ฯ เป็นเจดีย์ทรงระฆังขนาดย่อม สูงประมาณ ๑๐ เมตร ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำระยอง ท่ามกลางป่าชายเลน มีน้ำล้อมรอบ พื้นที่ประมาณ ๕๒ ไร่ มีสะพานไม้ลูกระนาดข้ามไปสู่พระเจดีย์
พระเจดีย์องค์นี้สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๖ ในสมัยพระยาศรีสมุทรโภคชัยชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) เป็นเจ้าเมืองระยอง สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ชาวเรือ หรือผู้โดยสารเรือที่เดินทางผ่านเข้าไปถึงบริเวณนั้นได้ทราบว่า เข้ามาถึงเมืองระยองแล้ว สันนิษฐานว่า สร้างเจริญรอยตามแบบพระสมุทรเจดีย์ หรือพระเจดีย์กลางน้ำเมืองสมุทรปราการ
พระเจดีย์กลางน้ำองค์นี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดระยอง เป็นส่งที่ชาวระยองเคารพสักการะมาก ประมาณกลางเดือนสิบสองของทุกปี ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลาก จะมีงานประเพณีทอดกฐิน งานห่มผ้าเจดีย์กลางน้ำ นอกจากนั้นมีงานลอยกระทง และแข่งเรือยาวด้วยเป็นที่สนุกสนาน
ประเพณีห่มผ้าเจดีย์นั้น ผ้าที่นำมาห่มจะต้องเป็นผ้าสีแดง มีความยาว ๖ เมตร ใช้คนสองคนปีนขึ้นไปห่มส่วนบนของพระเจดีย์ บริเวณรอบ ๆ องค์เจดีย์มีการปลูกป่าสนเป็นที่ร่มรื่นสวยงาม เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองในเวลาว่าง



ประวัติเกาะเสเก็ต

ประวัติเกาะสเก็ต ระยอง
     ในอดีต เกาะสะเก็ด เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดระยองมานาน เป็นเกาะเล็ก ๆ ห่างจากหาดทรายทองเพียง 3 กิโลเมตรเท่านั้น พื้นที่บนเกาะประมาณ 30 ไร่ อยู่ในเขตเทศบาลมาบตาพุด อ.เมืองระยอง มีนายเพชร สุวรรณกูฎ เป็นผู้ได้รับสัมปทานและปรับปรุง ให้เป็นสถานที่พักตากอากาศโดยการสร้างบ้านพักบนเกาะจำนวนหลายสิบหลัง มีนักท่องเที่ยวไปใช้บริการไม่ขาดสาย แต่ปัจจุบันไม่มีบ้านพักแล้ว ส่วนบริเวณหาดทรายทอง มีนักธุรกิจชาวระยองลงทุนสร้างบ้านพักตากอากาศ มากมาย ต่อมาได้มีการพัฒนาพื้นที่ชาย ฝั่งทะเลตะวันออกเป็นแหล่งอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทำให้พื้นที่ติดกับหาดทรายทอง กว่า 6,000 ไร่ ถูกเวนคืนก่อ สร้างการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นที่ตั้งโรงงานขนาดใหญ่มากกว่า 50 โรงงานและมีการถมทะเลออกไป เพื่อขยายที่ตั้งโรงงานเพิ่มขึ้น ทำให้คลื่นลมทะเลกัดเซาะบริเวณหาดทรายทองและบ้านเรือนราษฎร บริเวณชายหาดพัง เสียหายการนิคมอุตสาหกรรม จึงได้สร้างเขื่อนบริเวณหาดทรายทอง ทำให้หาดทรายทองกลายสภาพมาเป็นเขื่อน เหลือ แต่ชื่อหาดทรายทองที่อยู่ในความทรงจำ ของชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจนทุกวันนี้ หลังมีการตั้งโรงงานปิโตรเคมีได้ไม่นาน สภาพอากาศบริเวณหาดทรายทองเต็มไปด้วยมลภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ นักท่องเที่ยวเริ่มหนีไปเที่ยวที่อื่น ธุรกิจบ้านพักตากอากาศบนฝั่งและที่เกาะสะเก็ดต้องล่มสลาย เกาะสะเก็ดถูกปล่อยทิ้งรกร้างมานาน การนิคมอุตสาหกรรมได้จ่ายค่าชดเชยให้กับเจ้าของสัมปทานเกาะ หลังจากนั้น ต่อมาการนิคม ฯ ได้ส่งมอบเกาะให้กับทางจังหวัด ทางจังหวัดก็มอบให้กับทางเทศบาลมาบตาพุด ซึ่งเป็นเจ้าของ พื้นที่ดูแลรับผิดชอบแทน สภาพหาดทรายทองในปัจจุบันเห็นลิบๆคือเกาะสะเก็ด และโรงไฟฟ้า
ขณะนี้การนิคม ฯ ได้ถมทะเลออกไปและห่างจากเกาะสะเก็ดเพียง 300 เมตรเท่านั้น เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินบีแอลซีพี ซึ่งเป็นการลงทุนร่วมของบริษัทบ้านปูและบริษัท บีแอลซีของประเทศฮ่องกง เกาะสะเก็ดเป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ห่างชายฝั่งตะกวนเพียง 2 กม.
เครติด// ขอบคุณ กนิษฐ์ ที่ไห้ข้อมูลและภาพ  http://www.oknation.net/blog/kanis




ประวัติระยอง

ประวัติ ความเป็นมา จังหวัดระยอง

       ชนเผ่าชอง
                 เป็นชาวพื้นเมืองดั้งเดิมเผ่าหนึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณชายทะเลภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย ในเขตจังหวัดระยองและจันทบุรี มีความชำนาญในป่าเขาลำเนาไพร มีภาษาพูดของตนเอง นิยมใช้ลูกปัดสีต่าง ๆ และทองเหลืองเป็นเครื่องประดับ จัดอยู่ในสายตระกูลมอญ - เขมร เชื่อว่าอยู่ในถิ่นนี้มาก่อนสมัยสุโขทัย มีอิทธิพลของภาษาสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่ไม่มีภาษาเขียน      ประเพณีบางอย่างของชาวชอง ได้มีการปฎิบัติสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ โดยไม่ถูกกลืนหรือเลือนหายไปเช่น ประเพณีการแต่งงานลูกสาวคนโต ประเพณีการเล่นผีหิ้ง และประเพณีการเล่นผีโรง เป็นต้น     ปัจจุบันแทบไม่มีชนเผ่าชองเหลืออยู่ในเขตจังหวัดระยองแล้ว คงมีเหลืออยู่ในป่าเขาในเขตจังหวัดจันทบุรี  เพราะชนเผ่านี้ไม่ชอบอยู่ในย่านชุมชน การสูญพันธุ์ของพวกชองน่าจะเกิดจากถูกคนไทยเรากลืนชาติ เช่นเดียวกับชนเผ่าโบราณอีกหลายเผ่าที่เคยอาศัยอยู่ในถิ่นนี้มาก่อน
ชนเผ่าชอง
         

       ที่มาของคำว่าระยอง

       คำว่า ระยอง ไม่มีคำอธิบายอยู่ในพจนานุกรม ไม่มีคำแปลอยู่ในภาษาไทย สันนิษฐานว่าเป็นภาษาของชอง คือ คำว่า ราย็อง ในภาษาชองแปลว่า เขตแดน หมายถึง ดินแดนหรือเขตแดนที่พวกชองตั้งรกรากอยู่ ต่อมาได้เพี้ยนมาเป็นระยอง ดังที่เป็นอยู่ปัจจุบัน       นอกจากนั้นคำว่า ราย็อง ในภาษาชองยังแปลว่าไม้ประดู่ หรือต้นประดู่ เนื่องจาบริเวณที่ตั้งเมืองระยอง แต่เดิมเต็มไปด้วยต้นประดู่ มีวัดเก่าแก่คู่กับเมืองระยองมีชื่อว่า วัดป่าประดู่             

         การสร้างเมือง 

           จากสภาพแวดล้อมและหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดี ทำให้เชื่อได้ว่าเมืองระยอง น่าจะได้ตั้งขึ้นมาแล้วในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ อันเป็นสมัยที่ขอมกำลังเรืองอำนาจในดินแดนสุวรรณภูมิ ที่นักโบราณคดีเรียกว่า สมัยลพบุรี (พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๙) ครั้งนั้นขอมมีเมืองนครธมเป็นราชธานี ได้แผ่อำนาจเข้ามาครอบครองถึงอาณาจักรทวารวดี ซึ่งเป็นดินแดนส่วนใหญ่ในภาคกลางของไทยในปัจจุบันแทนที่พวกมอญ โดยขอมได้ตั้งอุปราชเข้ามาปกครอง ดูแลดินแดนแถบนี้อยู่ที่เมืองลพบุรี       ส่วนดินแดนภาคอื่น ๆ ได้แก่ ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของไทย ในปัจจุบัน ขอม ได้เข้ามาปกครองโดยตรง เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอมได้สร้างเมืองนครพนม เป็นเมืองหน้าด่านแรก มีเมืองพิมายเป็นเมืองอุปราช ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ขอมได้สร้างเมืองจันทบูร (จันาบุรี) เป็นเมืองหน้าด่าน ด้วยเหตุนี้จึงปรากฎโบราณสถานและโบราณวัตถุ ที่สร้างขึ้นในสมัยลพบุรีกระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่บริเวณนี้กว่า ๑๐ จังหวัด ในอาณาจักรไทยปัจจุบัน      เมืองระยองซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชิดมีเขตแดนติดต่อกับจันทบูร จึงเชื่อว่าระยองจะต้องเป็นเมืองหนึ่ง ซึ่งขอมได้สร้างขึ้นแต่ครั้งนั้น คูเมืองแนวคันดินที่น่าจะเป็นเชิงเทิน หรือกำแพงเมืองที่ปรากฎอยู่ซากศิลาแลง ซากโบราณวัตถุที่เป็นหินสลักรูปต่าง ๆ ที่พบที่บ้านดอน อำเภอเมือง ฯ และที่บ้านคลองยายล้ำ ตำบลบ้านค่าย พอเป็นหลักฐานถึงความเป็นเมืองเก่าสมัยลพบุรีของเมืองระยอง          

      หลักฐานทางประวัติศาสตร์ 

        ระยองเริ่มมีชื่อปรากฎในอัยการตำแหน่งนายทหารหัวเมือง เมื่อปี พ.ศ.๑๙๙๘ ในรัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ระบุเมืองระยองเป็นหัวเมืองชั้นตรี มีเจ้าเมืองตำแหน่งออกพระราชภักดีสงคราม ส่วนการปรากฎชื่อเมืองระยองในพงศาวดาร เริ่มในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา มีความตอนหนึ่งว่า          "พระยาละแวก แต่งพลมาลาดตระเวณทั้งทางบกและทางเรือหลายครั้ง และเสียชาวจันทบูร ชาวระยอง ชาวฉะเชิงเทรา ชาวนาเริ่งไปแก่ข้าศึกละแวกเป็นอันมาก"          

       การตั้งเมือง 

                ที่ตั้งของเมืองระยองในปัจจุบัน อยู่ในเขตตำบลท่าประดู่ อำเภอเมือง ฯ ส่วนเมืองเก่ามีหลักฐานร่องรอยอยู่สองแห่งคือ ในเขตตำบลบ้านเก่า อำเภอบ้านค่ายแห่งหนึ่ง และที่บ้านในซึ่งติดต่อกับบริเวณสะหมู่ของบ้านดอน ตำบลหนองบัว (ปัจจุบันเป็นตำบลเชิงเทิน) อำเภอเมือง ฯ อีกแห่งหนึ่ง     ที่ตำบลบ้านเก่า อำเภอบ้านค่าย ซึ่งอยู่ห่างจากตำบลเชิงเทิน อำเภอเมือง ฯ ประมาณ ๓ กิโลเมตร ดูจะมีน้ำหนักและเป็นที่แพร่หลายมากกว่า
       

ลำดับการพัฒนาการทางประวัติศาตร์  

    การพัฒนาการของเมืองระยอง
           หลังจากที่เมืองระยองได้ย้ายจากตำบลบ้านเก่ามาตั้งอยู่ที่ตำบลท่าประดู่แล้ว ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับคือ  เมืองระยองในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีฐานะเป็นหัวเมืองชั้นจัตวา เป็นหัวเมืองชั้นนอก ขึ้นสังกัดกับกรมท่า หัวเมืองชั้นนอกที่ขึ้นสังกัดกรมท่าในครั้งนั้นมีสามเมืองคือ เมืองระยอง เมืองจันทบูร และเมืองตราด    
                ปี พ.ศ.๒๔๔๙ เมืองระยองขึ้นกับมณฑลจันทบุรี โดยมีเมืองตราด และเมืองประจันตคีรีเขต (เกาะกง) ขึ้นอยู่กับมณฑลจันทบูรด้วย                       ปี พ.ศ.๒๔๕๑ โอนอำเภอเมืองแกลงมาขึ้นกับเมืองระยอง จากเดิมนั้นขึ้นอยู่กับเมืองจันทบุรี เมืองแกลงนี้เดิมเป็นเมืองจัตวาคู่กับเมืองขลุง เมืองแกลงถูกยุบเป็นอำเภอแกลงในปีเดียวกันนี้ มีหลวงแกลงแกล้วกล้า (ศรี บุญศิริ) เป็นนายอำเภอคนแรก    
                ปี พ.ศ.๒๔๕๔ เมืองระยองได้แบ่งเขตการปกครองออกเป็นสามอำเภอคือ อำเภอเมือง ฯ อำเภอแกลง และอำเภอบ้านค่าย  
                ปี พ.ศ.๒๔๕๙ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เปลี่ยนชื่อเมืองระยองมาเป็นจังหวัดระยอง และยังขึ้นต่อมณฑลจันทบุรี              
                ปี พ.ศ.๒๔๗๔ ยุบมณฑลจันทบุรี จังหวัดระยองย้ายไปขึ้นกับมณฑลปราจีนบุรี              
                ปี พ.ศ.๒๔๗๖ ยกเลิกระบบเทศาภิบาล มณฑลต่าง ๆ ถูกยุบ และให้ถือจังหวัดเป็นเขตการปกครองใหญ่ในส่วนภูมิภาค จังหวัดระยองจึงขึ้นต่อกระทรวงมหาดไทย              
                ปี พ.ศ.๒๔๘๔ มีการจัดตั้งภาคขึ้นมาควบคุมดูแลทำนองเดียวกับมณฑล จังหวัดระยองขึ้นอยู่กับภาค ๒ ในจำนวน ๕ ภาค ที่ทำาการภาคตั้งอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาได้ย้ายมาอยู่กับภาค ๑ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๖ มีที่ทำการภาคอยู่ที่กรุงเทพ ฯ ผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลภาคเรียกว่า ข้าหลวงตรวจการภาค              
                ปี พ.ศ.๒๔๙๕ กำหนดให้มี ๙ ภาค มีผู้ว่าราชการภาค ปกครองบังคับบัญชา จังหวัดระยองขึ้นอยู่กับภาค ๒ มีที่ทำการภาคอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา              
                ปี พ.ศ.๒๕๐๐ ยกเลิกการปกครองระบบแบ่งเขตการปกครองเป็นภาค คงให้จังหวัดเป็นหน่วยราชการส่วนภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุด                               ปี พ.ศ.๒๕๑๓ จังหวัดระยองแบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๓ อำเภอ ๑ กิ่งอำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ฯ อำเภอแกลง อำเภอบ้านค่าย และกิ่งอำเภอปลวกแดง (เป็นอำเภอปลวกแดงในปี พ.ศ.๒๕๒๒)              
                ปี พ.ศ.๒๕๑๖ จังหวัดระยองมี ๓ อำเภอกับ ๒ กิ่งอำเภอคือ เพิ่มกิ่งอำเภอบ้านฉาง (เป็นอำเภอ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘)              
                ปี พ.ศ.๒๕๒๐ จังหวัดระยองมี ๓ อำเภอกับ ๓ กิ่งอำเภอคือ เพิ่มกิ่งอำเภอวังจันทร  (เป็นอำเภอ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๔)              
                ปี พ.ศ.๒๕๒๒ จังหวัดระยองมี ๔ อำเภอกับ ๒ กิ่งอำเภอ โดยกิ่งอำเภอปลวกแดงถูกยกฐานะเป็นอำเภอ              
                ปี พ.ศ.๒๕๒๘ จังหวัดระยองมี ๕ อำเภอกับ ๑ กิ่งอำเภอ โดยกิ่งอำเภอบ้านฉางถูกยกฐานะเป็นอำเภ อ              
                ปี พ.ศ.๒๕๓๔ จังหวัดระยองมี ๖ อำเภอ โดยกิ่งอำเภอวังจันทร ถูกยกฐานะเป็นอำเภอ              
                ปี พ.ศ.๒๕๓๖ จังหวัดระยองมี ๖ อำเภอ กับ ๑ กิ่งอำเภอคือ กิ่งอำเภอเขาชะเมา              
                ปี พ.ศ.๒๕๓๙ จังหวัดระยองมี ๖ อำเภอกับ ๒ กิ่งอำเภอ คือเพิ่มกิ่งอำเภอนิคมพัฒนา              
                ปี พ.ศ.๒๕๔๑ จังหวัดระยองยังคงมีเขตการปกครองเป็น ๖ อำเภอกับ ๒ กิ่งอำเภอ แยกเป็นองค์การบริการส่วนตำบล ๕๔ ตำบล เทศบาล ๓ แห่ง สุขาภิบาล ๑๓ แห่ง หมู่บ้าน ๔๑๒ หมู่บ้าน

ประวัติก้นปึก ระยอง

ก้นปึก มีพืนที 497 ตารางกิโลเมตร จํานวนประชากรตามทะเบียนราษฎร์ 630 คน
             จํานวนครัวเรือน 134 ครัวเรือน จํานวนประชากร ชาย 295 คน หญิง 335 คน ผู้อายุ 64 คน เด็กเล็ก 89 คน(ข้อมูลจากเทศบาล พ.ศ 2557) 
             เท่าที่ผมรู้มา เดิมที เรียกปากปึก ัแต่ก็ยังมีอีกหลายชื่อนะ ก่อนที่จะมาเรียกกันว่า ก้นปึก อย่างเช่น "หลุมญวณบ้าง" "หลุมอีโบ๋"บ้าง เป็นป่าช้าเก่าก็ว่าได้เพราะสมัยนั๊นคน ญวณ อพยพมา อยู่ ปากปึกหรือก้นปึก นั่นเอง ที่เขาเรียกกัน ว่า "ปากปึก"ก็ เพราะเป็นพื้นที่ปากแม่น้ำไหลลงสู่ทะเล ต่อมาแม่น้ำเปลี่ยนทิศทางเดินปากแม่น้ำปิดลงเพระ ภัยมรสุม ถูกทรายทับถมปิดกั้นทางด้านตะวันออก(แหลมรุ่งเรือง ปัจจุบัน) ถูกปิดตัน จึงเรียกกันว่า ก้นปึก  ภายหลัง ชาวบ้านในแถบนั๊น จึงได้รวมตัว สามัคคีขุดปากร่องแหลมเจริญ ใน พ.ศ 2509-2519  ราวๆนั๊นนะ
 (เพราะตอนนั๊น ผมเองก็ยังพอ คลับคล้ายคลับครายังพอจำใด้ ผมเองก็ยัง) ด้วยมือบ้าง ชามกินข้าวบ้าง จอบเสียมบ้าง แต่สุดท้ายก็ต้านพายุที่ถาโถมเข้ามาอีกจนทำให้ปากร่องน้ำทะเลต้องปิดลงอีก แต่ภายหลัง ไม่ทราบว่าไครเป็นผู้นำรถ แม๊คโครเข้ามาช่วย และที่หน้าแปลกก็คือ เวลาน้ำในคลองแห้งขอด สามารถเดินไปมาหาสู่กันได้ แต่ทำไมน้ำทะเลถึงไม่หนุนเข้ามา อันนี้ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร
หมู่บ้านก้นปึก    เป็นหมู่บ้านเล็กๆมึ ครอบครัว "สมุทรเสน""ครอบครัว ชูชุ่ม"
ครอบครัว"เบญจมาศ" เข้ามาอาศัยในยุคแรกๆ (แต่ซีกทางแหลมรุ่งเรืองเขาเล่ากันมาว่าเดิมทีเรียกว่า หลุมอีโบ๋บ้าง หลุมญวณบ้างเพราะสมัยก่อนคนญวณได้อพยบเข้ามา )ซึ่งมีไม่กี่หลังคาเรือน มีแม่น้ำคลองกั่นกลาง ระหว่างทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก ภายหลังมีประชากรหนา ขึ้น ชาวบ้านฝั่งตะวันออก ร่วมมือร่วมใจสามัคคี สร้างสะพานไม้ เพื่อเป็นที่สัญจรไปมาหาสู่กันใด้
อนึ่งหากว่า

(ท่านใดต้องการ ข้อมูล เกี่ยวกับความเป็นของจังหวัด ระยองในอดีต) คลิ๊ก
อาชีพ ส่วนชาวก้นปึกจะมีอาชีพประมงเรือเล็กซะส่วนมาก หาเช้ากินค่ำ ส่วนเรือไหญ่แต่ก่อนไม่สามารถจะเข้ามาในคลองใด้ ต้องคอยอาศัยเรือโป๊ว ที่ไม่มีดาดฟ้า ไม่มีเก๋ง คอยไปรับปลาที่เรือไห้ได้เข้ามา และถ่ายสู่เรือโป๊วเข้ามาสู่แพ เพื่อเขาให้เขาเลือกกัน( ข้อมูลจาก ท่าน สท.ประกิต ปัจฐวีศรีสุทธา
ประธานสภาเทศบาลณครระยอง)
(เสียดายที่หารูปภาพมาไห้ดูกันใด้ แต่ถ้าไครมีหลงเหลือบ้าง มาแบ่งปันกันบ้างก็ดีนะครับ มันจะใด้เสร็จสมบรูณ์ ของข้อมูล ประวัติก้นปึกบ้านเรา) แต่ปัจจุบันยังคงสภาพเหมือนเดิม คือการออกเรือหาเช้ากินค่ำ ของชาวบ้านก้นปึก ส่วนเรือไหญ่ก็ ค้างคืนสิบกว่าวันถึงจะเข้าฝั่ง

ประเพณี ในอดีตมีประเพณีสงกรานต์ จะมีการสรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผู้หลักผู้ไหญ่ และที่สำคัญมีการละเล่น ที่รู้จักกันทั่วก้นปึก คือการละเล่น "แม่ศรี"ซึ่งมี นายพิเชษฐ์ เบญจมาศ เป็นผู้ริเริ่มในการอนุรักษ์ ประเพณีสงกรานต์ โดยการละเล่น  คนที่เป็นแม่ศรีนำมาแต่งตัวไห้สวยงาม จะเลือกคนที่ รำไม่เป็น มานั่งบนครก ตำข้าวที่อยู่กลางวง หรือที่ใดก็ได้ ที่เลือกใว้ให้เด่นคนเดียว แล้วนำผ้ามาปิดตา ส่วนผู้เล่นที่เหลือก็จะร้องเพลงเชิญแม่ศรีให้เข้าผู้ที่เป็นแม่ศรี ร้องซ้ำไปซ้ำมาจนแม่ศรีลุกขึ้นรำว่า "แม่ศีรเอย แม่ศีรสาวสะ ยกมือไหว้พระ ว่าจะมีคนชมขนคิ้วเจ้าต่อ ต้นคอเจ้ากลม ซักผ้าปิดนม ซมแม่ศรีเอย(ปัจจุบันมีการละเล่นที่ สะพานก้นปึก มีการพายเรือ รำวงย้อนยุค และอื่นๆ) เป็นที่มา ของการเชิญแม่ศรี แต่ภายหลัง เริ่มห่างหาย เพราะก้นปึกเริ่มเจริญขึ้นเรื่อยๆ ทำไห้ ใด้ห่างหายไป
ปัจจุบัน ยังคงมีการจัดงานสงกรานต์ ที่หัวสะพานเทศบาล8(สะพานก้นปึก) มีการ ก่อพระเจดีย์ทราย สงน้ำพระ อาบน้ำผู้สูงอายุ การละเล่น มีทั๊งการแข่งขัน 5ฝีพาย ชกมวยเด็ก รำวงย้อนยุค  อื่นๆอีกมากมาย










แหล่งของสดจากทะเล
     ก้นปึกขึ้นชื่อว่า ติดทะเลย่อมมี ของสดจากทะเล ทุกวันไม่เคยขาดไม่ว่าจะเป็น กุ้งหอย ปู ปลา-ปล่าเล็ก ปลาไหญ่
ราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิด หรือ ท่านจะนั่งตกปลาพร้อมกับธรรมชาติ ยามอาทืตย์ตก ของแหลมเจริญซีฟู๊ด







แหล่งท่องเที่ยว แน่นอนไม่มีที่ไหนที่ดีี่สุด นอกจากสะพานก้นปึก(หรือสะพานเทศบาล8) ที่มีทิวทัศน์  อันโดดเด่นคือ เราสามารถเห็น น้ำคลองและน้ำทะเล ในที่เดียวกัน และเป็นที่ ผู้ที่มีใจรักในการตกปลา จะมาทุกครั๊งในยามเย็น